หลักความปลอดภัยภายในโรงงาน

หลักความปลอดภัยภายในโรงงาน

post

โรงงานอุตสาหกรรมไม่ว่าที่ใดก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีเครื่องจักรที่เป็นอันตรายอยู่ บางครั้งอาจจะมีสารเคมี บางครั้งอาจจะมีความมีคมทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ หรือบางครั้งอาจจะมีอันตรายจนถึงชีวิต และในโรงงานส่วนใหญ่ก็จะมีคน หรือแรงงานที่ทำงานอยู่ในนั้นด้วย ดังนั้นเมื่อชีวิตต้องอยู่ในความเสี่ยง จึงต้องมีหลักความปลอดภัยขึ้นในโรงงาน เพื่อที่จะป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในบริเวณโรงงานนั้นๆ ซึ่งในแต่ละโรงงานก็จะมีการใช้มาตรการความปลอดภัยที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่ได้รับความนิยม และความครอบคลุมมากที่สุดนั่นก็คือ หลักความปลอดภัย 3 โดยจะเอามาใช้ในการสร้างความปลอดภัยในโรงงาน โดยในบทความนี้เราจะแบ่งหลักความปลอดภัยออกเป็น 4 หลักการด้วยกัน ดังนี้

  1. หลักการสร้างความรับผิดชอบ ซึ่งในการสร้างความรับผิดชอบนี้ไม่เพียงแค่ตัวพนักงานเท่านั้น เพราะเจ้าของโรงงาน รวมไปถึงวิศวกรเองก็ต้องมีความรับผิดชอบมากๆ ด้วย เพราะถือว่าทั้งสองนั้นมีความรู้ รวมถึงทราบส่วนต่างๆ ของโรงงานดีกว่าพนักงานอยู่แล้ว ฉะนั้นแล้วเจ้าของโรงงานเองจะต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องของการจัดการหาอุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งดำเนินการรักษาความปลอดภัยตามกฎหมายข้อบังคับเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัดด้วย ในส่วนของวิศวกรนั้น อาจจะมีหลายแผนก ทั้งด้านรักษาความปลอดภัย ทั้งด้านเครื่องจักรต่างๆ ซึ่งแต่ละฝ่ายเองจะต้องทำตามหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบ ควบคุม แก้ไขส่วนต่างอย่างรอบคอบมากที่สุด เพราะถ้าพลาดเมื่อไร อาจจะมีการสูญเสียถึงชีวิตได้ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือผู้ปฏิบัติงาน หรือพนักงานเองก็จะต้องปฏิบัติงานอย่างไม่ประมาท มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานอย่างดี หากต้องทำงานกับเครื่องจักรก็ควรทราบการทำงานอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ปลอดภัยในขณะใช้งาน หรือหากมันมีความขัดข้องเกิดขึ้น จะได้ทราบอย่างทันท่วงที
  2. หลักการความไม่ประมาท อย่างที่เรากล่าวไปว่าทุกๆ ฝ่าย จะต้องปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยไปด้วยกัน ในเรื่องความประมาทก็เช่นกัน ทุกคนที่ทำหน้าที่ในโรงงานต่างก็มีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท สุขภาพร่างกายจะต้องพร้อม รวมไปจนถึงสภาพจิตใจด้วย จะต้องมีสติอยู่เสมอขณะที่ทำงาน พร้อมทั้งไม่ฝ่าฝืนกฎระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้
  3. หลักของความสะอาด ความสะอาดภายในโรงงานจะส่งผลต่อสุขภาพ ของคนภายในโรงงานเช่นกัน ดังนั้นจะโรงงานจะต้องมีการทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง เพราะเมื่อไรที่ภายในโรงงานสกปรก ก็จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคได้อย่างดีทีเดียว จะส่งผลต่อสุขภาพของพนักงานจากนั้นงานในโรงงานเองก็จะได้รับผลเสียตามมา
  4. หลัก 3 E คือหลักการที่เราได้พูดถึงในข้างต้นว่ามีการนำไปใช้อยู่บ่อยๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้
  • E ตัวแรกคือEngineering หรือวิศวกรรมศาสตร์ เป็นการใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในการดูแล คำนวณ หรือออกแบบเครื่องจักร ให้มีสภาพการใช้งานที่ปลอดภัยมากที่สุด
  • E ตัวที่สอง คือEducation หรือการศึกษา หมายถึงการให้ความรู้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงงาน เกี่ยวกับความปลอดภัยต่างๆ เพื่อที่จะสร้างความปลอดภัย รวมถึงช่วยลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะรับมือหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ
  • E ตัวสุดท้าย คือEnforcement หรือการออกกฎข้อบังคับ เป็นการกำหนดมาตรการอย่างรอบคอบ ให้คนในโรงงานปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยทุกคนจะต้องทำตามหากมีใครฝ่าฝืนอาจจะต้องวิธีในการลงโทษตามความเหมาะสม

 

 

 

https://sites.google.com/site/suxkarreiynkhwamplxdphay/7-hlak-kar-srang-khwam-plxdphay-ni-ngan-xutsahkrrm

สร้างความปลอดภัยที่ทำงาน

สร้างความปลอดภัยที่ทำงาน

post

สถานที่ทำงานคือสถานที่ที่คุณจะต้องอยู่ในขณะที่คุณทำงาน ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่สถานที่ที่คุณทำงานอยู่นั้นจะต้องมีความปลอดภัย ไม่ว่าสถานที่ทำงานนั้นจะออฟฟิศ โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน หรืออะไรก็ตาม เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ในนั้น ความปลอดภัยจะต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด เพราะหากสถานที่ทำงานของคุณไม่ปลอดภัย มันอาจจะทำให้เกิดการสูญเสียจนถึงชีวิตเลยก็ได้ ในวันนี้เราจึงมีวิธีการสร้างความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อให้ทุกคนได้นำเอาไปใช้กัน ทั้งตัวผู้ประกอบการ และพนักงานเองก็ตาม

  • สะอาด เป็นหลักการแรกๆ ที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าหากว่าสถานที่ทำงานของคุณเป็นสถานที่ที่ไม่ใหญ่มาก อย่างออฟฟิศ การทำความสะอาดในพื้นที่เล็กๆ ก็สามารถที่จะทำได้ง่าย มันคือการจัดแจงเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้วออกไป จะช่วยเพิ่มทั้งความสะอาดให้กับที่ทำงานคุณ แถมยังลดพื้นที่ให้เชื้อโรคตัวน้อยๆ อยู่ด้วย แต่หากที่ทำงานของคุณเป็นโรงงานหรือสถานที่กว้างๆ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของคุณในการทำความสะอาด แต่คุณเองก็จะต้องมีจิตใต้สำนึกที่ดี ที่จะไม่ทำให้มันแย่ลง ด้วยการช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดเท่าที่จะทำได้ ในส่วนของผู้ประกอบการเองก็จะต้องมีจิตสำนึกเช่นกัน ต้องมีการทำความสะอาดสถานที่ทำงานอยู่บ่อยๆ เพื่อลดพื้นที่เพาะพันธุ์เชื้อโรค ที่อาจจะมาจากความสกปรก หรือฝุ่นละอองต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพนักงานของคุณ
  • สะดวก แน่นอนว่าคงไม่มีใครนั่งทำงานอยู่นิ่งๆ กับที่ทั้งวันไม่ได้เดิน หรือขยับออกไปไหนมาไหน ดังนั้นจะต้องทำให้สถานที่ทำงานของคุณนั้นดูสะดวก ไม่รกจนเกินไป จัดวางสิ่งของอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้แล้วยังทำให้คุณสามารถที่จะหาของสิ่งนั้นได้ง่ายกว่าเดิมด้วย
  • เช็คสภาพ หมั่นเช็คสภาพอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณใช้ในการทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในสำนักงาน หรือหากทำงานในโรงงานที่มีเครื่องจักร คุณเองจะต้องทราบว่าเครื่องจักรที่คุณใช้ทำงานนั้น มีกระบวนการทำงานอย่างไร เพื่อที่ว่าหากมันเกิดความขัดข้องขึ้น คุณจะรู้ทันแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที ส่วนเจ้าของกิจการเอง หรือวิศวกรผู้ที่ดุแลในเรื่องของเครื่องจักร ก็จะต้องทำงานอย่างเต็มที่และรอบคอบ
  • ไม่ประมาท หมายความว่าเมื่อคุณอยู่ในที่ทำงานแล้ว รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น อย่าปล่อยละเลยไปแล้วคิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะนั่นอาจจะนำมาสู่หายนะอันยิ่งใหญ่ได้
  • สร้างนิสัย หมายความว่าสิ่งที่คุณทำมาตั้งแต่แรก คุณจะต้องทำมันอยู่อย่านั้น ไม่ใช่ว่าปล่อยให้มันแย่แล้วค่อยมาทำใหม่ ซึ่งมันอาจจะลำบาก แล้วทำให้คุณไม่มีความรู้สึกที่จะอยากทำมันต่อไป ดังนั้นจงปฏิบัติจนให้เกิดนิสัย เมื่อคุณเองรู้สึกเคยชินกับสิ่งที่คุณทำ คุณก็จะทำมันได้โดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกว่าฝืนเมื่อต้องทำสิ่งเหล่านี้

 

 

 

http://www.npc-se.co.th/read/npc_read_detail.asp?read_id=1327&cate_id=3

รายละเอียดกฎหมายห้ามนั่งในแค็ปและท้ายรถกระบะ

รายละเอียดกฎหมายห้ามนั่งในแค็ปและท้ายรถกระบะ

post

ตอนนี้ที่กำลังเป็นเรื่องร้อนแรงที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายคงหนีไม่พ้นเรื่องของกรห้ามนั่งในแค็ปรวมถึงบริเวณท้ายรถกระบะ แน่นอนว่ามันย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ที่มีรถกระบะอย่างแน่นอน ด้วยความที่หลายๆ ครอบครัวไม่สามารถจะหาเงินมาซื้อรถเก๋งหรือรถตู้เพื่อใช้บรรทุกคนอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องใช้รถกระบะในการทั้งบรรทุกคนและบรรทุกของ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยังคงไม่เข้าใจกับรายละเอียดกฎหมายตรงนี้ที่ถูกตั้งขึ้นมา

รายละเอียดกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามนั่งแค็ปและกระบะท้ายรถ

รายละเอียดตัวกฎหมายการห้ามนั่งแค็ปและท้ายรถกระบะมาจากการบังคับใช้อำนาจ ม.44 โดยมีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ท้ายกระบะถือเป็นพื้นที่เพื่อเอาไว้สำหรับการบรรทุกของเพียงอย่างเดียวห้ามไม่ให้มีผู้โดยสารอยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ส่วนการนั่งในรถต้องเป็นการนั่งในพื้นที่ที่มีเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น ไม่ให้มีผู้ใดไปนั่งเบียดเสียดกัน เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อต้องการลดอุบัติเหตุ ซึ่งก็ได้มีการออกมาให้เหตุผลหลักๆ ของการห้ามนั่งท้ายกระบะโดยเด็ดขาดซึ่งสามารถสรุปเหตุผลที่น่าสนใจได้ดังนี้

  1. กระบะบริเวณด้านหลังไม่ได้มีที่นั่งเพื่อให้ผู้โดยสารไปนั่งอยู่แล้ว
  2. ไม่มีที่สำหรับการคาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งตรงเรื่องนี้ต้องมองย้อนกลับไปเกี่ยวกับเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาหากมีผู้เสียชีวิตใครเป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังได้พูดรวมไปถึงการโดยสารรถแท็กซี่ก็จะต้องมีผู้โดยสารไม่เกิน 4 คน เหตุเพราะพื้นที่ที่นั่งในรถจะต้องมีเข็มขัดนิรภัยเพียงอย่างเดียว

จากสิ่งที่เกิดขึ้นมาแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไมได้ถึงผู้ที่มีรถกระบะรวมถึงผู้ที่จำเป็นต้องโดยสารรถกระบะเพื่อไปทำสิ่งต่างๆ สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ คนที่มีรถกระบะแค็ปเมื่อมีการออกกฎหมายมาก็เท่ากับว่าจะนั่งโดยสารได้แค่ 2 คน ซึ่งมันคงเป็นเรื่องที่ลำบากน่าดู หรือสำหรับแรงงานที่ต้องนั่งท้ายกระบะเพื่อไปทำงานก็คงจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเรื่องนี้มันเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ไม่พอใจในวงกว้างของผู้ใช้รถใช้ถนน บ้างก็บอกว่าไม่ได้เป็นคนมีฐานะร่ำรวยอะไรต้องการซื้อรถกระบะก็เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างครบครัน บางคนก็บอกว่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปในแต่ละครั้ง ซึ่งตรงจุดนี้เองก็ได้มีการผ่อนผันในบางกรณีแต่ก็ต้องรอดูความชัดเจนของข้อกฎหมายในอนาคตต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วการนั่งแค็ปและการนั่งท้ายกระบะจะมีผลทางกฎหมายเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

http://www.politic.zocialx.com/19527

มาดูการทำงานให้ปลอดภัยโดยใช้หลัก  Safety First  ในโรงงาน

มาดูการทำงานให้ปลอดภัยโดยใช้หลัก Safety First ในโรงงาน

post

Safety First  คืออะไร

          Safety First  หรือแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวได้ว่า  ปลอดภัยไว้ก่อน  เป็นหลักการที่ไม่ว่าจะกระทำการใดก็แล้วแต่  ให้ยึดหลักความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ  โดยสามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันภัยอันตรายต่าง  ๆ ได้จากความไม่ประมาทเลินเล่อ  มีสติ  และระมัดระวัง  ไม่ว่าจะกระทำการสิ่งใด  เหล่านี้จะสามารถป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ได้

หลัก  Safety First  ในโรงงาน  คืออะไร

โรงงาน  หมายถึง  สถานที่ที่ผู้ประกอบการใช้เพื่อผลิตสินค้าต่าง ๆ มีทั้งใหญ่และเล็กแตกต่างกันไป  ภายในโรงงานจะประกอบไปด้วยแรงงานคนตั้งแต่  7  คนขึ้นไป  ภายในโรงงานอาจมีเครื่องจักกลหรือเครื่องมือต่าง ๆ ตามเทคโนโลยีแตกต่างกันไป  หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น  ก็จะสามารถมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและกำไรแตกต่างไปตามความรุนแรง  หากผลกระทบจากอุบัติน้อยก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อโรงงานเท่าใด  แต่หากได้รับความบาดเจ็บมาก  อาจถึงขั้นทุพพลภาพและเสียชีวิต  โรงงานก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาคนงาน  กรณีที่เสียชีวิตก็ต้องเสียกำลังคนซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตอีกด้วย  ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  และผลกำไรก็ลดลง

หลัก  Safety First  ในโรงงาน  หรือหลักปลอดภัยไว้ก่อนในโรงงานนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก  เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มอัตราความปลอดภัยขึ้น  เมื่อมียึดหลัก  Safety First  การระมัดระวังและป้องกันจะทำให้เราสามารถลดการบาดเจ็บและการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินลงได้       พรบ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 จึงมีข้อกฎหมายบัญญัติไว้ ว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษทั้งแพ่งและอาญา ในเรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน (Safety First)

หลัก Safety First ภายในโรงงาน  ทำได้อย่างไร

เราสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงอุบัติภัยจากการทำงานในโรงงานได้  โดยการเพิ่มความรอบคอบ  ไม่ประมาท  และเตรียมป้องกันอันตรายทางด้านต่าง  ๆ ดังนี้

  1. ป้องกันจากตัวบุคคล

–  ควรมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดในการแต่งกายให้เรียบร้อย  รัดกุม  บางโรงงานอาจมีเครื่องป้องกันทางด้านสารเคมีเพื่อไม่ให้เข้าไปในร่างกาย  ซึ่งจุดนี้ห้ามพนักงานละเลยโดยเด็ดขาด  เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในทุกด้านของโรงงานอย่างเคร่งครัด

  1. ป้องกันจากเครื่องมือเครื่องใช้

     โรงงานควรมีพื้นที่ในการจัดวางเครื่องมือเครื่องมืออย่างเป็นระบบระเบียบ  และควรมีการตรวจสอบและดูแลบำรุงรักษาอยู่เสมอ  เพื่อไม่ให้เกิดการชำรุดและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้ใช้งานตามมา

  1. ป้องกันจากสภาพแวดล้อม

     โรงงานควรจัดพื้นที่ในการทำงานให้เหมาะสมกับงานนั้น ๆ  มีความปลอดภัย  สะอาด  และเป็นระเบียบ

แม้จะมีหลักการและกฎเกณฑ์กำหนดขึ้นอย่างตายตัว  สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วยจึงจะเกิดผลสูงสุด  จึงจะสามารถประสบความสำเร็จตามหลัก  Safety First  หรือปลอดภัยไว้ก่อนอย่างยั่งยืน

 

ที่มา

http://www.factorysafety2u.com

www.sipotec.ac.th

หลักในการเลือกซื้ออาหารเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

หลักในการเลือกซื้ออาหารเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

post

อาหาร  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์  เพราะเราอยู่ไม่ได้ถ้าขาดอาหาร  การเลือกรับประทานอาหารที่ดีก็มีประโยชน์แก่ร่างกาย  แต่ในทางกลับกัน  หากไม่รู้จักเลือกให้ดีก็จะเกิดโทษได้  ดังนั้น  ในฐานะที่มนุษย์เราต้องเป็นผู้บริโภคอยู่ตลอด  จึงควรมีหลักในการเลือกซื้ออาหารทุกประเภท  เพื่อความปลอดภัยและได้รับคุณค่าทางอาหารได้อย่างครบถ้วน  วันนี้เราจึงนำหลักเบื้องต้นในการเลือกซื้ออาหารประเภทต่าง ๆ ที่สำคัญมาฝาก

อาหารประเภทเนื้อสัตว์ 

–  วัว  เลือกที่มีสีแดง  ไม่มีสีเขียวคล้ำ  หากมีมันติดให้เลือกซื้อที่มีมันสีเหลือง

–  หมู  เลือกที่มีหนังเกลี้ยง  ขาว  เนื้อมีสีชมพู  มันสีขาว ไม่มีสีเขียวคล้ำ

–  เป็ด เนื้อหนา  ไม่มีกลิ่น  สีไม่ซีด  ไม่มีสีเขียวคล้ำ

–  ไก่  ส่วนเนื้อมีสีชมพู  หนังสีขาว  ไม่มีเมือกหรือรอยเขียวคล้ำ
–  กุ้ง หัวต้องติดแน่นกับลำตัว  เนื้อแน่น  เปลือกแน่นแข็ง  ไม่หลวมหลุดออกจากลำตัว
–  หอย ไม่มีกลิ่นเหม็น  ไม่มีเมือก หอยที่ยังสดและมีชีวิตหากวางทิ้งไว้จะปากอ้า
–  ปูทะเล เนื้อแน่น  กระดองแน่นกดไม่ลง  ตาใส  ตัวหนัก

–  ปลา  เลือกที่ตาใส  ลำตัวไม่เป็นแผล  เหงือกแดง
อาหารประเภทไข่
–  ไข่เป็ด  ไข่ไก่  ไข่สดจะมีสีนวล  เปลือกไม่เป็นมัน  ยกขึ้นส่องกับแสงสว่างจะเห็นเงาของไข่แดง

อาหารประเภทผัก

ผักมีหลายชนิดและประเภท  ดังนั้นหลักในการเลือกซื้อผักโดยรวมให้พิจารณาเลือกซื้อตามฤดูกาล  จะได้ผักที่

ราคาถูกและสด  เลือกที่อ่อน  สด  ไม่ช้ำ  ไม่เหี่ยว

อาหารประเภทผลไม้ 

ผลไม้ก็มีหลายชนิดและหลายประเภทเช่นเดียวกันกับผัก  หลักโดยรวมในการพิจารณาเลือกซื้อคือ  ต้องดูผลไม้ที่สดใหม่  ไม่มีรอยช้ำบริเวณพื้นผิวของผลไม้  บางชนิดควรเลือกที่มีมดไต่บริเวณขั้ว  กิ่งและผล  เพราะแปลว่าไม่มีสารพิษตกค้าง

อาหารประเภทบรรจุภาชนะ

สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอับดับแรกของอาหารบรรจุสำเร็จก็คือ  ภาชนะ  ควรปิดสนิท  กรณีเป็นกระป๋องต้องไม่มีสนิมและรอยบุบต่าง ๆ  ต้องมีฉลากแสดงชื่อและรายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้าอย่างละเอียด  ทั้งวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ  สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม  (อย. หรือ มอก.)  เป็นรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร

อาหารประเภทปรุงสำเร็จ

คือ  อาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแล้วพร้อมที่จะรับประทาน เช่น  ต้ม แกง เป็นต้น  หากจะเลือกซื้ออาหารสำเร็จต้องเลือกที่มีกลิ่นและรสที่ไม่ผิดแปลกจากปกติ  สีไม่คล้ำหรือสีจัดจ้านจนเกิดไป  สถานที่จัดเก็บและภาชนะต้องสะอาด  ปิดมิดชิด  ไม่มีแมลงวันตอม

หากเราเลือกซื้ออาหารตามหลักการเบื้องต้น  รับรองว่าจะได้บริโภคอาหารดีมีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและคนที่เรารักอย่างแน่นอน

 

ที่มา

http://patchanee.wikispaces.com

https://chenyiling25.wordpress.com

มารู้จัก สคบ. กันเถอะ

มารู้จัก สคบ. กันเถอะ

post

เชื่อว่าเราชาวไทยในฐานะที่เคยเป็นผู้บริโภคทั้งหลายต้องเคยได้ยินคำว่า  สคบ.  กันมาบ้าง  เวลาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้สินค้าต่าง ๆ  อาจมีคนเคยแนะนำว่า  “ แจ้ง  สคบ. สิ ” หลายคนอาจทราบและมีหลายคนที่ไม่ทราบเลยก็มี  วันนี้  เราจะมาทำความรู้จักกันว่า  สคบ.  คืออะไร  และมีหน้าที่อะไรบ้าง

สคบ.  คืออะไร

สคบ.  ย่อมาจาก  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  เป็นหน่วยงานส่วนราชการในระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2522  ปัจจุบัน  สคบ. มีสำนักงานตั้งอยู่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ  80  พรรษา  5  ธันวาคม  2550  อาคารบี  ชั้น  5  ถนนแจ้งวัฒนะ  แขวงทุ่งสองห้อง  เขตหลักสี่  กรุงเทพ

หน้าที่ของ  สคบ.

  1. คอยดูแลและรับเรื่องราวร้องทุกข์ของผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อน  ทั้งจากทางสินค้าและบริการ
  2. คอยดูแลสอดส่องและตรวจสอบผู้ประกอบการใหม่ หรือทดสอบสินค้าใหม่ที่มีข้อสงสัยว่าอาจกระทำการที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  3. ศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดกับผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคิดค้นปรับเปลี่ยนหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด
  4. ส่งเสริมการให้ความรู้ต่าง ๆ ทั้งข้อมูลและสิทธิของผู้บริโภคที่พึงได้รับเพื่อที่ผู้บริโภคจะได้เข้าใจถึงปัญหาและสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ในเบื้องต้น
  5. ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ตลอดจนแจ้งรายชื่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  มีสารปนเปื้อนให้แก่ผู้บริโภคทราบ  ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น วิทยุ  โทรทัศน์  อินเตอร์เน็ต  เป็นต้น
  6. เมื่อเกิดการร้องทุกข์จากผู้บริโภค ทางหน่วยงานจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและทันท่วงที

เห็นไหมคะว่า  สคบ.  นั้น  เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญและสามารถช่วยเหลือเราจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการได้  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  เราในฐานะผู้บริโภคก็ต้องรู้จักดูแลป้องกันตัวเอง  ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในการบริโภคสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้ปลอดภัย  คอยอัพเดทข่าวสารจาก  สคบ. อยู่อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ประกอบการที่เห็นแก่ตัวและเอารัดเอาเปรียบ  แต่ในกรณีที่เราหลีกเลี่ยงก็แล้วป้องกันก็แล้ว  แต่ก็ยังเป็นเหยื่อจากผู้ประกอบการ  ได้รับสารอันตรายจากสินค้า  หรือได้รับสินค้าที่หมดอายุ  ไม่ตรงตามความต้องการ  ไม่ปลอดภัย  หรือหากท่านพบการกระทำการใด ๆ ที่ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม  ท่านสามารถกระทำการร้องเรียนได้ตามช่องทางต่าง ๆ ของ  สคบ.  ดังนี้

–  แจ้งข้อมูลหรือสามารถมาร้องเรียนได้ด้วยตนเองได้ที่  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ทำเนียบรัฐบาล กทม.  10300

–  เขียนจดหมายแล้วส่ง  ที่อยู่  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ตู้ ป.ณ. 99  กรุงเทพ ฯ  10300

–  โทรศัพท์แจ้งที่สายด่วนร้องทุกข์  สคบ.  โทร. 1166

http://www.ocpb.go.th

รายละเอียดที่ควรรู้ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

รายละเอียดที่ควรรู้ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

post

ทุกวันนี้การดำรงชีวิตของเรานั้นต้องเป็นทั้งผู้บริโภคสินค้าและบริการอยู่ตลอด  ทั้งสินค้าที่เป็นของกิน  ของใช้  และเครื่องประดับตกแต่งต่าง  ๆ อีกทั้งใช้บริการต่าง ๆ อยู่สม่ำเสมอ  ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าและบริการเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีเสมอกันไปทั้งหมด  ดังนั้น  จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่เราต้องรู้สิทธิของผู้บริโภคที่พึงมี  และความชอบธรรมที่เราควรได้รับจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค  เป็นการป้องกันตนเองในเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงการเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค  คืออะไร

เป็นกฎหมายที่ตรงขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนชาวไทย  ที่ต้องใช้ชีวิตส่วนมากเป็นผู้บริโภคอยู่เสมอทั้งทางด้านสินค้าและบริการ  ทุกวันนี้สื่อต่าง  ๆ  มีเทคโนโลยีในการโฆษณาก้าวล้ำไปไกลและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย  กฎหมายจึงต้องเร่งรีบทำการดูแลและติดตามคุณภาพของสินค้าและบริการทุกชนิดอย่างเข้มงวดเพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมให้มากที่สุด  แต่หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถดูแลทั่วถึงได้  ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคหรือบริการต่าง ๆ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องรีบเข้าไปดูแลและแก้ไข  ประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขให้ไวที่สุด  ตลอดจนเยียวยาและประสานชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อน  โดยกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนั้น  ได้แบ่งหน่วยงานรับผิดชอบตามประเภทและกรณีที่ผู้บริโภคได้รับความไม่เป็นธรรม  ดังนี้

  1.   เครื่องสำอาง อาหารและยา  –  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
  2.  มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  –  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
  3.   ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน  อาคารชุด –  กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
  4.   ราคาและคุณภาพของสินค้าอุปโภคบริโภค  – กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
  5.   ประกันชีวิตหรือประกันภัย  –  กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์

สิทธิของผู้บริโภค

  1.  สิทธิอันควรที่จะได้รับข่าวสารอย่างถูกต้อง  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้
  2.  สิทธิของความอิสระในการตัดสินใจเลือกสินค้า  ไม่บังคับและกดขี่ข่มเหง
  3.  สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในการใช้สินค้าและบริการ
  4.  สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยหรือค่าเสียหายกรณีที่ได้รับผลเสียจากการใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ  ตลอดจนการละเมิดสิทธิ

หน้าที่ของผู้บริโภค

  1.  เลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวังรอบคอบเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ  ไม่เห็นแก่คำโฆษณาหรือส่วนลด  ตรวจสอบความเรียบร้อย  วันเดือนปีที่หมดอายุ  และฉลากต่าง ๆ  ให้ดี
  2. ทุกครั้งที่ต้องมีการทำสัญญาและลงลายมือชื่อ ให้อ่านอย่างละเอียดและตรวจสอบให้ถ้วนถี่ทุกครั้งอย่างรอบคอบ
  3. เก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องในการซื้อขายหรือรับบริการ เช่น  ใบเสร็จต่าง ๆ
  4. เมื่อได้รับความเสียหายด้วยตนเองหรือพบการละเมิดสิทธิอย่างไม่เป็นธรรมทั้งสินค้าและบริการ ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด

 

ที่มา

http://www.mwit.ac.th

มาขัต่อตนเองและผู้อื่น  โดยใช้หลักขับขี่สี่ประการกันเถอะ

มาขัต่อตนเองและผู้อื่น โดยใช้หลักขับขี่สี่ประการกันเถอะ

post

เมื่อฤดูกาลปิดเทอมใหญ่ของเหล่านักเรียนนักศึกษามาเยือน  เทศกาลสงกรานต์ก็กำลังจะมาถึง  หลายท่าน  หลายครอบครัว  ต่างก็วางแผนกลับบ้านต่างจังหวัดในวันหยุดยาว  บ้างก็วางแผนไปท่องเที่ยว  ซึ่งนั่นหมายความถึงบนท้องถนนจะมีทั้งคนและยวดยานที่สัญจรไปมาเพิ่มมากขึ้น  เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อ   จำนวนรถเพิ่ม  อัตราการเกิดอุบัติเหตุก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย  ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่ได้ก็ต้องมีวิธีการที่จะป้องกันตนเองและผู้อื่นให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุบนท้องถนน  เพียงมีหลักขับขี่สี่ประการไว้ในใจ  ดังนี้

  1. ตรวจทุกสภาพ 

ก่อนออกเดินทางทั้งใกล้ไกล  สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ  ตรวจทั้งสภาพรถและสภาพผู้ขับขี่ให้อยู่ในภาวะที่มีความพร้อมที่สุด  อาทิเช่น  ตรวจเช็คทั้งระบบไฟ  แผงควบคุม  อุปกรณ์ภายในรถว่าเรียบร้อยดีหรือไม่  ตรวจและเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนด  เป็นต้น  ส่วนตัวผู้ขับขี่เองนั้นควรอยู่ในสภาพแข็งแรง  ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย  ไม่รับประทานยาใด ๆ ที่มีผลทำให้ง่วงซึมทำให้สมรรถภาพในการขับขี่ลดลง  และควรนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอก่อนวันออกเดินทาง

  1. ขับให้มีสติ 

การขับขี่ยวดยานพาหนะทุกชนิดนั้น  สิ่งสำคัญที่สุดคือ  สติในการขับขี่  เราต้องมีสมาธิอยู่กับการขับรถ  หากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นเฉพาะหน้า  สติจะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ทันท่วงที  อาจหลีกเลี่ยงได้ทันควันหรือผ่อนหนักเป็นเบาได้  การกระทำอื่นใดที่จะดึงสมาธิเราในลดน้อยถอยลงนั้นควรหลีกเลี่ยง  เช่น  การเล่นโทรศัพท์มือถือ  การรับประทานอาหาร  เป็นต้น

  1. คิดเผื่อไว้แหละดี 

การคิดเผื่อ  คืออะไร  คิดเผื่อคือ  บนท้องถนนมีคนมากมายหลายหลากที่มาจากต่างท่องที่  ต่างนิสัย  ต่างความคิด  อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแม้ว่าเราจะระมัดระวังอย่างที่สุดแล้วก็ตามที  เช่น  เราขับทางหลักผ่านเขตชุมชนที่เขียนว่าเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลี้ยวได้ทันควัน  อาจมีรถเล็กรถใหญ่ที่ขับย้อนศรมา  ให้ดูหน้าดูหลังให้ดี  หรือกระทั่งสัญญาณจราจร  เมื่อมีสัญญาณไฟเขียวแล้วก็ตาม ให้เรามองรถจากทุกช่องทางการขับขี่ก่อน  แล้วค่อย ๆ  ออกตัวไม่ใช่เหยียบพุ่งออกไปอย่างแรง  เพราะอาจมีรถที่มาจากอีกด้านที่เมื่อไฟเหลืองก็ยังไม่ยอมหยุด  พยายามเหยียบออกไปและเบรกไม่ทัน  อาจเป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุชนกันได้  เหล่านี้เป็นต้น

  1. ขับขี่มีน้ำใจ 

น้ำใจ  เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่บนท้องถนน  จากหลายกรณีที่เราเห็นตามข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์  ล้วนแล้วมีสาเหตุจากความใจร้อน  รีบเร่ง  เห็นแก่ตัว  ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท  อุบัติเหตุ  และการสูญเสียตามมา  เพียงแค่เราใจเย็นลง  มีน้ำใจ  มีรอยยิ้มให้ผู้ร่วมทาง  เป็นเรื่องที่ทำไม่ยากเลย  เช่น  มีรถจอดรอด้านซ้ายจะขึ้นมาบนเส้นหลัก  เราขับอยู่เลนซ้าย  เมื่อเรามองดูผ่านกระจกแล้วพบว่ารถเลนขวาว่าง  ก็ควรเปลี่ยนเลนมาด้านขวาเพื่อให้รถคันนั้นขึ้นมาบนเลนซ้ายได้  หรือเราขับขวาอยู่แต่มีรถที่ขับเร็วกว่าขับตามมาด้านหลัง  เราก็ควรเปลี่ยนเลนไปซ้ายเพื่อให้เขาแซงไปได้  เหล่านี้เป็นต้น

หลักขับขี่สี่ประการนี้  คงเป็นประโยชน์ให้ผู้ขับขี่ได้ไม่มากก็น้อย  เพื่อความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น  ท่องไว้  “  ตรวจทุกสภาพ  ขับให้มีสติ  คิดเผื่อไว้แหละดี  ขับขี่มีน้ำใจ  ”